
รีวิว Super Mario Galaxy + Super Mario Galaxy 2: การผจญภัยสุดยิ่งใหญ่บน Nintendo Switch (หรือ Wii)
เจาะลึก Super Mario Galaxy ภาค 1 และ 2 การผจญภัยอวกาศสุดคลาสสิกที่กลับมาพร้อมกราฟิกที่สวยงาม เหมาะสำหรับแฟน Mario ทุกยุคสมัย
สำหรับแฟนเกม Mario ทุกยุคสมัย การผจญภัยในอวกาศกับ Super Mario Galaxy ถือเป็นหนึ่งในผลงานชิ้นเอกที่ขาดไม่ได้ และการกลับมาพร้อมกับภาคต่อในชุดรวม Super Mario Galaxy + Super Mario Galaxy 2 ยิ่งเป็นการตอกย้ำความยอดเยี่ยมของเกมแพลตฟอร์ม 3 มิติในตำนานนี้ชุดรวมนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การนำเกมเก่ามาขายใหม่ แต่เป็นการมอบประสบการณ์การผจญภัยในกาแล็กซีอันกว้างใหญ่ที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์อันไร้ขีดจำกัดของ Nintendo ให้กับผู้เล่นยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันถูกนำมาปรับปรุงให้เล่นบนเครื่อง Nintendo Switch ได้อย่างลงตัว บทความนี้จะพาคุณไปสำรวจว่าทำไมสองภาคนี้ถึงยังคงเป็นเกมที่ควรค่าแก่การครอบครองในปีนี้
สินค้าที่เกี่ยวกับบทความนี้
รวมสินค้าที่พูดถึงในบทความนี้ไว้ให้ดูต่อได้ทันที ทั้งสเปก ราคา และลิงก์ไปหน้าสินค้า
ข้อมูลเชิงเทคนิค
| ชื่อเกม | Super Mario Galaxy + Super Mario Galaxy 2 |
| แพลตฟอร์มดั้งเดิม | Nintendo Wii |
| แพลตฟอร์มที่วางจำหน่ายใหม่ | Nintendo Switch (ในชื่อ Super Mario 3D All-Stars สำหรับบางภูมิภาค หรือการเล่นผ่าน Backward Compatibility บน Wii U/Switch หากมีการพอร์ต) |
| ประเภทเกม | 3D Platformer / Adventure |
| ผู้พัฒนา | Nintendo EAD Tokyo / Nintendo EAD |
| รูปแบบการเล่นหลัก | การกระโดด, การสำรวจดาวเคราะห์ทรงกลม, การใช้ Power-ups, การเก็บ Star Bits |
ประสิทธิภาพของ Super Mario Galaxy ทั้งสองภาคยังคงน่าประทับใจ แม้ว่าตัวเกมดั้งเดิมจะถูกสร้างขึ้นสำหรับฮาร์ดแวร์ยุค Wii แต่การปรับปรุงด้านความละเอียดและเฟรมเรต (เมื่อเล่นบนคอนโซลที่ใหม่กว่าหรือการพอร์ตอย่างเป็นทางการ) ทำให้ภาพของกาแล็กซีที่เต็มไปด้วยสีสันและดวงดาวดูสวยงามและลื่นไหลกลไกการควบคุมที่เน้นการใช้ Gyro หรือ Motion Control ในภาคแรกถูกปรับให้เข้ากับ Joy-Con ของ Switch ได้ดี ทำให้ผู้เล่นใหม่สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ขณะที่ภาค 2 ซึ่งมีความซับซ้อนของด่านที่มากขึ้น ก็ยังคงรักษาความแม่นยำในการควบคุมการเคลื่อนไหวของ Mario ไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม การออกแบบด่านที่เน้นความคิดสร้างสรรค์ในการใช้แรงโน้มถ่วงเป็นจุดเด่นที่ทำให้เกมนี้แตกต่างจากเกม 3D Mario อื่นๆ
เหมาะกับใคร?
สำหรับแฟนเกมที่เติบโตมากับยุค Wii การได้สัมผัส Super Mario Galaxy ภาค 1 และ 2 อีกครั้ง ถือเป็นการหวนรำลึกถึงความทรงจำอันยอดเยี่ยมที่เต็มไปด้วยเสียงเพลงออเคสตราสุดอลังการในขณะเดียวกัน กลุ่มเป้าหมายสำคัญที่สุดคือผู้เล่นยุคใหม่ที่อาจไม่เคยได้สัมผัสประสบการณ์ 3D Mario ในรูปแบบนี้มาก่อน เกมนี้คือบทเรียนชั้นดีว่าเกมแพลตฟอร์ม 3 มิติที่เน้น 'ความสนุก' และ 'ความสร้างสรรค์' ในการออกแบบด่านนั้นเป็นอย่างไร ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้เล่นสายแคชชวลที่ชอบการสำรวจ หรือเป็นฮาร์ดคอร์เกมเมอร์ที่ต้องการเก็บทุกความลับ เกมทั้งสองภาคนี้มอบความท้าทายและความอิ่มเอมใจที่แตกต่างกันไปอย่างลงตัว
จุดที่น่าสนใจ & สิ่งที่ควรรู้
อะไรที่ว่าเวิร์ก
- ความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบด่านและโลกในเกมที่ไม่มีที่สิ้นสุด (เน้นกลไกแรงโน้มถ่วง)
- ดนตรีประกอบระดับออเคสตราชุดใหญ่ที่ยกระดับประสบการณ์การเล่น
- Super Mario Galaxy 2 มีการออกแบบด่านที่หลากหลายและท้าทายกว่าภาคแรกอย่างชัดเจน
- เป็นการรวมสองสุดยอดเกม 3D Mario ไว้ในแพ็กเกจเดียว
- การควบคุมที่ตอบสนองได้ดีเยี่ยม แม้จะปรับจากระบบ Motion Control
จุดที่อยากให้รู้ไว้ก่อน
- อาจมีผู้เล่นบางส่วนที่คิดถึงความละเอียดของกราฟิกเทียบเท่าเกมยุคปัจจุบัน
- รูปแบบการเก็บดาว (Star Bits) ในภาคแรกอาจดูซ้ำซากไปบ้างสำหรับบางคน
- การพึ่งพากลไกการเคลื่อนไหว (Motion Control) อาจไม่ถูกใจผู้เล่นบางกลุ่ม
เปรียบเทียบกับรุ่นอื่น
เมื่อเปรียบเทียบกับเกม 3D Mario อื่นๆ เช่น Super Mario Odyssey หรือ Super Mario 64/Sunshine, Galaxy โดดเด่นที่ 'ความเป็นเส้นตรงที่ยืดหยุ่น' (Linearity with Openness) ซึ่งแตกต่างจากความเปิดกว้างแบบ Sandbox ของ Odysseyในขณะที่เกมภาคเก่าๆ เน้นการสำรวจโลกกว้างในฉากเดียว Galaxy เน้นการกระโดดข้าม 'ดวงดาว' เล็กๆ ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทำให้การเล่นแต่ละภารกิจรู้สึกสดใหม่เสมอ ในแง่ของความสมบูรณ์แบบในการออกแบบด่านและการนำเสนอทางศิลป์ Super Mario Galaxy มักถูกยกให้เป็นหนึ่งในเกมที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาลของแฟรนไชส์ ซึ่งทำให้มันยังคงยืนหยัดอยู่ได้แม้จะมีเกมภาคใหม่ๆ ออกมาก็ตาม
สรุปและคำแนะนำ
Super Mario Galaxy + Super Mario Galaxy 2 คือการรวมกันของสุดยอดผลงานแพลตฟอร์ม 3 มิติที่ไม่เคยล้าสมัย หากคุณกำลังมองหาเกมที่มอบความสุขบริสุทธิ์ในการกระโดด การสำรวจ และความตื่นเต้นในการค้นพบสิ่งใหม่ๆ ในทุกๆ ด่าน แพ็กเกจนี้คือคำตอบที่ไม่ควรพลาดไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนเก่าที่ต้องการหวนรำลึก หรือผู้เล่นใหม่ที่อยากทำความรู้จักกับความอัจฉริยะของ Shigeru Miyamoto และทีมงาน นี่คือเกมที่มอบคุณค่าการเล่นซ้ำ (Replay Value) และความประทับใจต่อการออกแบบเกมที่หาได้ยากในปัจจุบัน